Profil von DanaiThe Fat Laziest Cat แมวอ...FotosBlogListen Extras Hilfe

Danai SohSarst

Beruf
หง่าววว

The Fat Laziest Cat แมวอ้วนจอมขี้เกียจครับ

11 Januar

DEAD OR ALIVE !! (spoil นะจ๊ะ)

 
เพิ่งจะได้ดูหนัง Dead Or Alive หรือ DOA ไปเมื่อวานนี้
 
สุดยอดมั่ก ๆ เป็นหนังในดวงใจอีกเรื่องและ ทำไมนะหรือ.??
 
เริ่มจาก..ตัวละครหลักขอเรื่องทั้ง 3 คน เลยครับ ผมว่า ลงตัวมากๆ(โดยเฉพาะนู๋ ฮันหลี)
 
ตัวแรกที่หนังกล่าวถึง Princess KASUMI SHINOBI เธอหน้าตาญี่ปุ๊น..ญี่ปุ่น..จำได้ว่าเป็นครั้งแรกใน 2Fast2Furios
 
แล้วก็..มาเห็นอีกครั้งในเรื่อง Sin City หลังจากนั้นก็มาเรื่องนี้เลย ไม่รู้ว่าเธอแอบไปแสดงเรื่องอื่นอีกป่าว?
 
เธอมากับบทบาทเจ้าหญิงนินจา..และศิลปะการต่อสู้แบบญี่ปุ่น
 
ตัวละครที่ 2 คือ TINA ARMSTRONG ซุเปอร์สตาร์นักมวยปล้ำหญิง ผมว่าเธอเป็นตัวแทนสาวๆในแถบ California ไดเเลยทีเดียว
 
เธอมากับ ลีลาการต่อสู้สไตล์มวยปล้ำ แล้วก็..ร่างกายที่ FIT & FIRM มั่กๆ เสียงแหบนิดๆ ด้วยคร้าบ
 
ตัวสุดท้ายที่จะพูดถึงคือ.. CHRISTIE ขวัญใจของโผม..ซึ่งแสดงโดย นู๋ ฮันหลี หรือ Holly Valance
 
เธอเป็นนักจารกรรมหญิงที่ ฉลาด สวย เซ็กซี่ และ เก่งมั่กๆ เลยคร้าบ สูด..ยอด...ด...
 
เรื่องราวที่ทำให้เธอทั้งสามคนมาเจอกัน ก็คือ การค่อสู้ที่มีชื่อว่า DOA เพื่อชิงรางวัล 10 ล้านเหรียญนั่นเอง
 
การต่อสู้ถูกดำเนินไปอย่างเข้มข้น และที่เป็นสเน่ห์ชองเรื่องนี้และทำให้ผมหลงรักหนังเรื่องนี้ก็คือ..
 
ฉากการต่อสู้โดยใช้มือเปล่านั่นเอง ลีลาการต่อสู้ถูกจัดวางได้อย่างสวยงามเหมาะเจาะมากๆ
 
หนังเลือกใช้เรือนร่างที่สวยงามของหญิงสาว มาเป็นตัวแทนของสิ่งที่ดูไร้พิษภัย..
 
แต่หากได้เห็นลีลาการต่อสู้ของพวกเธอแล้วจะรู้ว่า เรื่อนร่างอันสวยงามนั้น มีความร้ายกาจซ่อนอยู่อย่างมากมายเลยทีเดียว
 
สรุปก็คือ..ผมประทับใจคิวบู๊ ของเรื่องนี้เอามากๆ นั่นเองครับ ส่วนเรื่องของเนื้อหานั้น
 
ผมเองเคยได้อ่านคำวิจารณ์ที่กล่าวถึงหนังเรื่องนี้ใน pantip มีคอเกมส์หลายคนไม่ชอบหนังเรื่องนี้เอามากๆ
 
เหตุผลก็คือ หนังทำออกมาไม่สูสีกับเกมส์ นั่นเองครับ แต่ผมว่าเป็นเรื่องธรรมดาครับ
 
 หนังที่สร้างมาจากเกมส์ หรือ ฮีโร่ การ์ตูน ก็มักจะถูกวิจารณ์อย่างนี้เป็นประจำ
 
นั่นก็เพราะว่า บรรดาแฟนๆ ต่างจินตนาการถึง hero เหล่านั้นในแบบของตัวเอง
 
ผู้สร้างหนัง ก็เหมือนกันครับต่าง ก็สร้างหนังตามแต่จินตนาการของตัวเองมันก็อาจจะไม่ตรงใจแฟนๆเหล่านั้นบ้าง
 
แต่ยังไงก็ตามสรุปแล้วหนังเรื่องนี้ สำหรับผมถือว่าเป็นหนังที่มีสเน่ห์มากๆเรื่องนึงเลยครับ ..
03 Januar

เพลงที่ได้ยิน..อาจไม่เหมือนกับเพลงอื่นทั่วไป

 
    มาแล้ว..หลังจากผ่านช่วงปีใหมที่แสนจะวุ่นวาย "ไม่รู้ว่าอีกนานมั๊ยกว่าประเทศไทยจะสงบสุข?"
 
    ความจริงแล้วปีใหม่ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ไปไหนหรอกคับ นั่งเจ๊ะเหล้าอยู่กะลูกน้องที่ทำงาน
 
    กะลังจะเริ่มสนุกปรากฏว่า..ตูม!! ...>> จบ !
 
    แล้วก็เลยต้องกลับมานั่งทำงานใหม่อีกรอบ.. [- -']
 
     เค้าดาวกันหน้าจอคอมฯ นั่นหล่ะ.. ทำไงได้ล่ะน้อ..ช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานจะมามัวห่วงกินได้ไง?
 
     ได้ฟังเพลงอยู่เพลงนึง..ได้ยินและจี๊ด..ส..ส...เรย ชื่อเพลง "อยู่อย่างเหงาๆ" ของ PEACEMAKER
 
     เอาเนื้อเพลงลงก่อน...แล้วมาว่ากันอีกที
 
 
 
                  รู้สึกบ้างไหม? ทำไมเดี๋ยวนี้  เราไม่ค่อยยอมกัน ไม่ค่อยแคร์กันเท่าไร..
                   รู้สึกบ้างไหม? ทำไมเดี๋ยวนี้ เดินไม่ค่อยจูงมือ ไม่เชื่อถือในคำพูดกัน..
 
 
 
                        เหมือนรักเรากำลังอิ่มตัวแล้ว...ฉันว่าเราควร..อย่าพบกันพักนึง
 
 
 
                   อยู่อย่างเหงาๆ เราคงจะได้รู้..ขาดกันไปจะทนได้ไหม?  หากไม่มีกันอยู่..
                     อยู่อย่าเหงาๆ เราคงจะได้รู้.. หากมีใครบางคนเข้ามา จะได้ลองคิดดู..
             ว่าใจเราต้องการเขาไหม?  หรือว่าใจยังคงโหยหา? อยากกลับมาเพื่อรักกันเหมือนเดิม..
 
 
 
                        แค่ห่างกันไปให้เธอรู้ไว้..มันไม่ใช่เลิกกัน  แค่ให้ถอยไปปรับตัว
                      ถ้าหากยังมัวมาเจอซ้ำๆ ทำทุกวันเหมือนเดิม ยิ่งซ้ำเติมในรอบหมางกัน
 
  
 
                        เหมือนรักเรากำลังอิ่มตัวแล้ว  ฉํนว่าเราควร..อย่าพบกันพักนึง
 
 
 
                       อยู่อย่างเหงาๆ เราคงจะได้รู้..ขาดกันไปจะทนได้ไหม? หากไม่มีกันอยู่..
                        อยู่อย่างเหงาๆ เราคงจะได้รู้..หากมีใครบางคนเข้ามา จะได้ลองคิดดู..
                  ว่าใจเราต้องการเข้าไหม? หรือว่าใจยังคงโหยหา อยากกลับมาเพื่อรักกันเหมือนเดิม..
 
     
   คราวนี้มาว่ากันเรื่องของ ทำไมเพลงนี้ถึง จี๊ด..ส..ส...
 
   ก็..เนื้อเพลงพูดถึงคน 2 คนที่รักกันไงครับ เหมือนเพลงอื่นๆที่มักจะพูดถึงคนรักกัน
 
    ตอนเริ่มรักกัน.. อีกคนอยากทำอะไรก็ยอม ..พูดอะไรก็เชื่อถือกัน ไว้ใจกัน ..จะไปไหนก็เดินจูงมือ
 
    แต่พอเข้ามาถึงช่วงที่ "เหมือนความรักกำลังอิ่มตัวแล้ว" อะไรๆที่เคยทำเพื่อแสดงความรักต่อกันมันก็หายไป
 
  เพลงได้เสนอทางออกด้วยการ "อย่าพบกันพักนึง" เพื่อทดสอบกันและกัน ว่าความจริงแล้วเราทั้งคู่ยังรักกันจริงรึปล่าว
 
  แน่นอนว่าถ้าทั้งสองคนยังรักกัน ต่อให้มีใครที่ดีกว่าเข้ามา ก็ไม่สามารถเข้ามาแทนคนเดิมได้หรอกคับ
 
 เพราะไม่ว่าคนที่เข้ามาใหม่ จะทำดีต่อเรายังไง มันก็จะยิ่งทำให้เรานึกถึงสิ่งที่เราเคยทำร่วมกันกับคนรักของเรานั่นเองคับ
 
    สุดท้ายแล้วคำตอบจริงก็คือ คนที่ฟังเพลงนี้แล้วซึ้งเนี่ย แสดงว่า คุณยังรักแฟนคุณมากๆนั่นเองครับ
 
   นอกจากคำว่า "รัก" แล้ว เพลงนี้แสดงถึงคำที่สำคัญ ไม่แพ้คำว่ารักเลย..ก็คือคำว่า "ผูกพัน" นั่นเองครับ
 
  ความผูกพันนี่เองคับ ที่เนื้อเพลงว่า "หรือว่าใจยังคงโหยหา อยากกลับมาเพื่อรักกันเหมือนเดิม" ..
 
 ขอแสดงความยินดีกับคนที่ร่วมกันฝ่าฟันช่วงเวลานี้ไปได้นะครับ ส่วนใครที่ยังไม่เจอเรื่องนี้เข้า
 
  ก็..ขอให้ทำใจไว้ว่าวันนึงมันจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนครับ และเมื่อวันนั้นมาถึงก็..ขอให้ใช้ความผูกพันเพื่อผ่านช่วงเวลานี้ไปให้ได้นะครับ
 
19 Dezember

การสารภาพรัก

เมื่อคืนเน็ท ที่ทำงานล่มเลยไม่ได้เข้ามาบันทึก พอดีตื่นมาลองเล่นดูใช้ได้แล้วก็เลยเข้ามาบันทึกซะหน่อย
 
ได้อ่าน FWD mail ฉบับนึงชื่อเมล์ว่า คุณสารภาพรักเก่งแค่ไหน??
 
แต่ไม่ทันได้อ่านจบก็ลบทิ้งซะแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะมันเป็นแบบทดสอบให้เราตอบอันแสนจะวกไปวนมา
 
สงสัยผมจะสมาธิสั้นเกินไป หลังจากพยายามจะทำแบบสอบถามให้จบอยู่หลายรอบ
 
เลยได้เรื่องที่จะมาบันทึก เอาไว้อีกแล้ว..
 
เคยมีคนชาวไทยเชื้อสายอเมริกัน ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังมากๆคนนึง
 
พูดถึงการสารภาพรักของคนเราว่า " อิชั้นเชื่อว่า คนเราทุกคนมีคำว่า [ ฉันรักเธอ ] ในแบบของตัวเองน่ะคุ "
 
ซึ่งหลังจากที่ผมได้มานั่งไตร่ตรองดูแล้วเห็นจะจริงอย่างที่เธอคนนั้นว่า
 
และเธอก็ไม่ใช่ใครอื่นไกลที่ไหน น้องทาทา ยัง ของชาวไทยเรานี่เอง
 
เป็นการพูดถึงเพลงๆนึงของเธอที่มีชื่อแปลกๆว่า อา-โบ-เด-เบ เธอว่านี่ล่ะ คำว่า [ฉันรักเธอ] ในแบบของน้องทา
 
ดังนั้นเราควรจะตัดกลับไปตอนที่เธอพูดซะใหม่(ตะกี้ คุณคงนึกไม่ออกว่าใครพูด..คราวนี้ลองนึกตามเป็นแบบเสียงทาทานะครับ)
 
 "ทาฯ ว่านะคะ คนเราทุกคนเนี่ย ก็มีคำว่า I Luv U ในแบบของตัวเองคะ..."
 
ดังนั้น เราจะมาลองดูกันว่า คำว่า I luv U ที่น้องทาฯ ว่ามีหลายคำนั้นมีคำว่าไรบ้าง
 
ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน คุณไท ธนาวุฒิ มีคำว่า " ชั้น โต๊ะ เธอ" ...อืม (อันนี้มาแนวแบบอบอุ่นน้อ)
 
ตามมาด้วยพี่เสก โลโซ ที่ออกมาร้องเพลงว่า "อ้าย นิด เย่อ..อ....วอน-เย่อ..อ.. ลาบ ..เย่อ" (ออกแนววายรุ่นๆหน่อย)
 
..... และ.... และ....ความจริง คือ ผมนึกไม่ออกแล้วว่านอกนั้นมีเพลงไรอีกมั่ง??
 
and ann ant (แอ่น แอน แอ้นท์) ในที่สุดพระเอกขี่ม้าขาวก็...มาช่วยผมแล้ว
 
ป๋าเบิร์ดงาย ท่านว่าเอาว่ามันบิ้ว(build) และ เบิร์น(burn) มาจากใจ..คิอคำว่า "..น้า..นา.." (อันนี้มาหวานๆตามสไตล์ป๋า)
 
ที่พล่ามมาซะยืดยาว..ลืมๆไปเถอะครับ มาเข้าเรื่องจริงกันดีว่า
 
สิ่งที่ผมเห็นด้วยกับน้องทาทาไม่ใช่เรื่องของคำว่า อา-โบ-เด-เบ หรือ น้า..นา หรือ อ้าย นิด เย่อ..อ.. หรอกคับ
 
แต่ .. เป็น " การที่คนเราจะบอกใครซักคนว่าเรารู้สึกดีๆด้วยนั้น คำว่า ฉันรักเธอ ที่ธรรมดาๆ  3 คำนี้
 
           คงจะไม่สามารถบอกความรู้สึกที่แท้จริงของคุณได้หมด ว่า คุณรักเค้าคนนั้นขนาดไหน
 
   และคงไม่สามรถบอกได้ว่าความรักในแบบของคุณนั้นแตกต่างจากความรัก ที่คนอื่นๆมีให้เค้าคนนั้นยังไง"
 
 
โดยเฉพาะเมื่อต้องบอก ในครั้งหลังๆ มันมักจะอ้างอิงจากในครั้งแรก

เช่น คุณบอกแม่ว่า "ผมรักแม่เท่าจักรวาล" (อันนี้เอามาจากที่ผมเองเคยบอกตอน 5 ขวบ)

พอคุณโตขึ้นเมื่อคุณบอกแม่ว่า "ป๋มรักแม่ค้าบ" (เพราะตอนนี้เป็นวัยรุ่นแล้วต้องออกเสียงให้แนวหน่อย)

แม่ของคุณก็จะเข้าใจว่าคุณยังรักท่านเท่าจักรวาลเหมือนเดิมล่ะคับ

อืม..แต่ผมไม่แน่ใจว่าถ้าคุณบอกแม่ว่า "แม่จ๋านู๋ อา-โบ-เด-เบ กะแม่จะ "

แม่คุณจะเข้าใจมันรึปล่าว?? ทั้งนี้ก็เพราะว่า

 "บางครั้งคนที่เรารักก็ไม่เข้าใจในคำว่ารักที่เราพูด หรือสิ่งที่เราพูดนั้นเค้าเข้าใจเราอยู่แล้ว"

ดังนั้น..ผมว่าคุณลองไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูสิครับ

แล้วกดเบอร์ฯโทรไปหาคนที่คุณอยากบอกรัก แล้วลองบอกรักเธอด้วยถ้อยคำในแบบของคุณดู

ผลที่ได้ก็คือ คุณจะได้รับคำตอบ 1 ใน 2 ข้อนี้ คือ เค้าเข้าใจคำว่ารักที่เราพูด หรือ เค้าเข้าใจสิ่งที่เราพูดอยู่แล้ว..นั่นเอง

 

 

 

ปล.แต่สำหรับผม ปกติมักจะใช้คำว่า "รักนะ..จุ๊ๆ" แล้วตามด้วย "รักเค้าป่าว?" (ครบทั้งสองคำตอบจ้า)


18 Dezember

ผ่านไป 1 ปี

ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่ได้เข้ามาบันทึกอะไรลงในพื้นที่ตรงนี้มานานเกือบ 1 ปีแล้ว
 
มีเรื่องราวดีๆ ความรู้สึกดีๆ มากมาย ที่ผมได้รับรู้ กลัวว่าถ้าไม่ได้บันทึกไว้คงจะลืมไปในซักวันนึง
 
อย่างตอนนี้เองก็นึกไม่ออกแล้ว ว่าจะบันทึกอะไรดี
 
ตอนแรกตั้งใจว่าจะบันทึกเหตุการณ์ แต่ !!! ตอนนี้เปลี่ยนใจและ
 
เอาเป็นบันทึกความรู้สึกดีกว่ามันยากดี...
 
  "  เพราะความรู้สึกดีๆส่วนใหญ่อาจเกิดขึ้นได้แค่ครั้งเดียว ต่อให้เจอเหตุการณ์แบบเดิมอีกก็ใช่ว่าจะรู้สึกดีเหมือนเมื่อครั้งแรก
 
     กลับกันความรู้สึกแย่ๆ มักจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งที่บางทีเหตุการณ์แบบเดิมๆไม่ได้เกิดขึ้นด้วยซ้ำ
 
            และอีกอย่างก็คือ ความรู้สึกแย่ๆมักจะทำให้เรา "ลืม" ความรู้สึกดีๆที่เคยมีอยู่น้อยนิดนั้นด้วย  .. "
 
 
 
เริ่มต้นจาก  " เหงา " ..
 
     
             มีคำถามว่า " โลกนี้มีใครไม่เคยเหงา หรือ เหงาไม่เป็นมั้ย? "
 
 
            ผลการสำรวจของ แมวขี้มาวว..ว..แถมยังอ้วน + ขี้เกียจ สุดๆ POLL พบว่า
 
 
                    10% เหงามาก
                       15% เหงาไม่มาก
                           20% เหงาบ้าง
                                                                         45% ไม่เหงา
                7% อย่ามาถามได้มั้ย.. T _ T
   2% ไม่ออกความเห็น
 
และ....  and ann ant (แอ่น แอน แอ้นท์)
 
  1% ไม่เข้าใจง่ะ ถามใหม่ได้ป่ะ?
 
 
  คราวนี้เรามาทำการวิเคราะห์ผลสำรวจที่ได้กันนะครับ
 
                  
  10% เหงามาก >> คนเหล่านี้เนี่ย ส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่อยากมีความรักแบบสุดๆ แต่ไม่ต้องบอกนะครับว่าสุดท้ายแล้วเป็นไง เพราะไม่งั้นคงจะเลือกคำตอบอื่นไปแล้ววว คนกลุ่มนี้จะชอบฟังเพลงประเภท แอบเหงา - เมื่อไหร่จะมีใครๆสักคนที่จะรักเรา.. หรือ คนที่ไม่เข้าตา - จะมีใครๆรักคนหน้าตาอย่างฉัน.. สรุปคือ คนกลุ่มนี้เค้า "เหงา"
 
 
  15% เหงาไม่มาก >> คนเหล่านี้ถือว่าเป็นพวกชอบหลอกตัวเองครับ เช่น ชั้น ENJOY กะชีวิตชั้นย่ะ งานก็ดี สุขภาพก็ดี อะไรๆ ก็ดี (เหมือนเพลงพี่เบิร์ด) หรือไม่ก็ ผมไม่มีเวลาไปเหงาหรอกคับผมมีงานที่ต้องทำอีกเยอะ มีเรื่องให้ห่วงอีกมากกว่าจะมานั่งเหงา แต่สุดท้ายก็หนีมานม่ายโพ้น เมื่อถึงจุดที่ข้ออ้างที่ยกมาหลอกตัวเองหมดลงซึ่งก็..แน่นอนมันอยู่ได้ไม่นานหรอกครับ เช่น จังหวะไปงานแต่งงานเพื่อน ปรากฏว่า แขกในงานทุกคนควงคู่กันมาบ้างก็..ยกกันมาทั้งครอบครัวบ้าง และนั่งคุยกันอย่างสนุกสนานเรื่องของการใช้ชีวิตร่วมกับบุคคลอื่น เมื่อนั้นล่ะ  คนกลุ่มนี้ก็จะ...  ซึ่งคนกลุ่มนี้เค้าจะชอบฟังเพลงเหมือนกลุ่มข้างบนล่ะคับ เช่น หมอนสองใบกะใจเหงาๆ - ถึงมีผ้าห่มแต่มันก็หนาวถ้ายังว่างเปล่าอยู่อย่างนี้.. แต่เค้าจะแอบฟังครับเพราะกลัวเสียฟอร์มงาย บอกแล้วว่าเค้าชอบหลอกตัวเอง สรุปแล้วคนกลุ่มนี้เค้าก็ "เหงา"
 
 
   20% เหงาบ้าง >> คนเหล่านี้โชคดีครับ เพราะพวกเค้าคือคนที่เพิ่งจะมีความรักใหม่ๆ สดๆ ร้อนๆ เพราะคนพวกนี้เค้าจะทุ่มเวลาส่วนใหญ่ให้กับความรักของเค้านั่นเองครับ แต่..ก็อาการเหงาบ้างจะมาช่วงที่ประมาณว่างไม่ตรงกัน คือฝ่ายนึงอยากจะซึ้งแต่อีกฝ่ายยุ้ง...ยุ่ง ฝ่ายแรกก็เลย..เลือกคำตอบนี้ไงครับ คนพวกนี้เค้าไม่ชอบฟังเพลงเหมือน 2 พวกข้างบนหรอกคับ เพราะเวลาเค้าเหงาเนี่ยเค้าจะฟังเพลงทั่วๆไปไม่เฉพาะเจาะจง บอกแล้วไงครับว่ากลุ่มนี้เค้าโชคดี แต่สรุปแล้ว คนกลุ่มนี้เค้าก็ "เหงา"
 
 
  45% ไม่เหงา >> คนเหล่านี้เป็นประชากรส่วนใหญ่ในโลกครับ เค้าก็คือ คนที่เคยเป็นพวกข้างบนมาแล้ว เพราะงั้นพวกเค้าก็ได้คุณสมบัติของพวกข้างบนมาด้วยก็คือ โชคดี นั่นเอง เพราะอะไรหรอคับ เพราะคนพวกนี้เป็นพวกที่มีคนรัก หรือบางคนก็แต่งงาน มีลูก แล้ว ตามทฤษฎีเค้าจึงไม่ควรเหงาอีก ถูกตามทฤษฎีครับ แต่การที่เค้าไม่เหงานั่นเพราะเวลาที่เค้าเหงา พวกเค้าจะสามารถรู้ตัวเองได้ว่าที่แท้ พวกเค้าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวจะเหงาได้ไง นั่นคือ วู่บที่รู้สึกเหงา จะมีอีกวู่บที่บอกว่าบ้างเหรอเมิง เหงาแป๊ะเมิงเด่ะ ลูกเข้าป.1 แล้ว เหงาแป๊ะไรอีก ทำนองนี้ เค้าก็เลยรู้สึกว่าเค้าไม่เหงา แต่เราจะนับ "วู่บ" แรกนั่นล่ะคับมาสรุปเอาว่าคนเหล่านี้ก็.."เหงา" เอ่อลืม คนพวกนี้เข้าจะเหมือนพวกข้างบนล่ะคับ ฟังเพลงไรก็เพราะไปหมด ก็บอกแล้วไงครับว่าคนพวกนี้โชคดี
 
 
  7% อย่ามาถามได้มั้ย.. T _ T >> คนเหล่านี้คือพวกที่ไม่ใช่ 4 พวกข้างบน มีหลายเหตุผลที่เค้าจะเลือกคำตอบนี้ เช่น อกหัก พวกนี้จะเจ็บปวดกับความเหงามากครับ เพราะเคยเป็นพวกที่ 3 คือพวก "เหงาบ้าง" มาแล้วอุปมาเหมือนกำลังนั่งถ่ายอย่างมีความสุขแต่มีเหตุให้ต้องหยุดถ่ายซะกลางคัน(เจ็บปวดมะ ใครไม่เคยก็ลองซะ แล้วท่านจะเข้าใจคนพวกนี้ครับ) และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งไม่สามารถจะยกมอธิบายได้หมด ก็บอกแล้วว่าใครก็ตามที่ไม่ใช่ 4 พวกข้างบนก็..จัดมาเข้าพวกนี้แหละ เพลงที่พวกนี้ชอบฟังก็จะมีหลายแบบครับ มีได้แตกต่างกันไปตามแต่เหตุผลซึ่งจะเป็นพวกเพลง แนวช้ำรักซะมากกว่าจะ แฮปปี้กะความรักนะคับ เช่น คนไม่รักดี - ทั้งชีวิตชั้นพลีให้เธอ..ให้เธอมากเกินไป เธอยังแปลเปลี่ยนไปรักคนใหม่ คนจังไร..มะรักดี...T0T เอาเป็นว่ารีบๆสรุปไปเลยดีกว่าว่า พวกนี้น่ะ "โ - ตรเหงา"
 
 
  2% ไม่ออกความเห็น  >> คนเหล่านี้ความจริงแล้วเป็น 5 พวกข้างบนแล่ะคับ แต่แกล้งสึมทำเป็นไขสือ เพราะงั้นไม่ต้องอธิบายไรมาก เพราะจริงแล้วพวกนี้เค้าก็.. "เหงา" อย่างแน่นอนครับ
 
 
และ....คนเหล่าต่อไปที่กำลังจะนำเสนอนี้..คือ KEY หลักของการทำ POLL ครั้งนี้ครับ
 
 
1% ไม่เข้าใจง่ะ ถามใหม่ได้ป่ะ? >> คนพวกนี้คือคนที่จะไม่มานั่งอ่านเรื่องที่ผมเขียนตั้งแต่ต้น (ไม่นับพวกขี้เกียจอ่านเรื่องยาวๆ) เพราะพวกเค้าคือกลุ่มคนที่เป็นอัฉริยะมากๆ ที่เลือกคำตอบนี้ ประการแรกคือ คำถามกับคำตอบมันไม่ match  กันตั้งแต่ต้น คำถามถามว่า " โลกนี้มีใครไม่เคยเหงา หรือ เหงาไม่เป็นมั้ย? " แต่คำตอบดันไปตอบว่าคนตอบน่ะ เหงามั้ย??   ............................................................................................................อ่านมาถึงตรงนี้แล้วท่านก็จะ เอ้อแหะ ..สาด... หลอกกรู....ให้กรูอ่านมาตั้งยาว แต่เด๋วครับ ผมขออธิบายคนในกลุ่มนี้ต่อให้จบก่อน คนกลุ่มนี้เนี่ยนอกจากอัฉริยะแล้วเค้าอย่างเป็นพวกที่เรียกได้ว่าใกล้จะหลุดพ้นหรือหลุดพ้นไปแล้ว ตามความเชื่อของพุทธศาสนา เช่น ผู้ที่สำเร็จมรรคผล ตั้งแต่ขั้น อนาคามีเป็นต้นไปครับ พวกท่านเหล่านี้คือ บุคคลที่สามารถละเว้นกิเลสได้ทั้งหมด ตั้งความรู้สึกใดๆในโลกได้ หรือควบคุมจิตได้นั่นเองครับ ส่วนความเชื่อทางศาสนาอื่น ผมอธิบายไม่ถูกครับเพราะไม่ศึกษารายละเอียดของศาสนาอื่นครับ แต่แน่นอนว่าต้องมีทุกศาสนาล่ะคับ ผมคิดเอาเองว่าคนกลุ่มนี้ท่านไม่ฟังเพลงแล้วครับ
 
 
      สุดท้ายท่านใดที่อ่านมาถึงตรงนี้ได้แสดงว่าท่านไม่ใช่ 1% แน่นอนครับ แต่อย่ากังวลไปเลยครับ เพราะสิ่งที่ชี้ว่าคนเราเหงาเป็นมั้ยนั่นคือ "ความรัก" นั่นเองครับ เพราะคนเราทุกคนต่างก็ต้องการความรัก มันเลยเป็นที่มาของความเหงานั่นเองล่ะคับ
 
 
     ยังครับยังมีบางท่านแอบค้านในใจเกี่ยวกับ POLL ของเรา รวมถึงผมวิเคราะห์จาก POLL เช่น แล้วคนบ้าล่ะ เป็นพวกไหน?? อันนี้ทางผู้สำรวจยอมรับว่าเราคุยกับคนบ้าไม่รู้เรื่องจริงๆ เพราะงั้น ... เอาเป็นว่าขอเหอะอย่ามาถามโพ้ม...ไปถามพวกเค้าเองแล้วกันครับ  ส่วนบางท่านที่..แอบคิดอีกล่ะว่า ชั้นไม่เห็นเข้าพวกไหนใน POLL ของเธอเลยย่ะ เพราะงั้นชั้นรอดตัว ไม่จริงหรอกคับ ท่านอยู่ใน 7% ครับ เป็นช่องโหว่ที่ทางผู้สำรวจแทงกั๊กเอาไว้เพื่อจะได้ไม่พลาด
 
 
    สุดท้ายจริงๆครับ ในที่สุดความรู้สึก "เหงา" ของผมในตอนนี้มันถูกบันทึกไว้แล้ว
 
    เหตุผลที่ผมเริ่มจากความรู้สึกนี้ ก็เพราะ.. นึกคำถามนึงขึ้นมาได้ว่า
 
    เมื่อไหร่เราถึงจะประสบความสำเร็จในชีวิต??
 
    ผมตอมไม่ได้หรอกคับ เป็นคำถามที่ยากมาก แต่ผมก็มีคำถามที่ยากว่าที่จะถามกลับไปก็คือ
 
    หากเวลานั้นมาถึงเวลาที่เราประสบความสำเร็จในชีวตขึ้นมาถึงจริงๆแล้ว
 
    แต่ไม่มีใครซักคนในโลกนี้ร่วมดีใจในความสำเร็จครั้งนี้ของเรา
 
    เวลานั้นยังจะเรียกว่าเป็นเวลาที่เราประสบความสำเร็จในชีวิตรึเปล่า?
 
    หรือมันยังมาไม่ถึง?? หรือเราต้องรอต่อไป??  หรือมันผ่านมาแล้ว??
 
 
 
21 Dezember

ไปแอ่วเหนือมาค้าบบบ

เมื่อสัปดาห์ก่อนได้มีโอกาสดี..ได้ไปเที่ยวเชียงใหม่ตั้งหลายวัน

จะว่าไปก็..โชคดีชะมัดทั้งกองกัน 47 คนเค้าเลือกไป 2 คน

พี่เข้มดันเลือกผมไปซะงั้น...

 

ที่ได้ไปเป็นโครงการของ TFEX(Thailand Futures Exchanges) หรือ

บริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

จัดอบรมเยาวชนจากสถาบันระดับอุดมศึกษาจากทั่วประเทศ

ไม่ว่าจะเป็น จุฬา ธรรมศาสตร์ เกษตร มศว ฯลฯ

รวมแล้วทั้งหมด 25 สถาบัน..

 

ความจริงแล้วที่ รร.จปร. ได้เข้าร่วมโครงการนี้น่ะ

ก็เพราะ "ทูลกระหม่อมอาจารย์" ของพวกเราทรงมีรับสั่ง

กับตลาดหลักทรัพย์ว่า "ทหารเราก็เป็นประชาชนเหมือนกัน

และก็อยากจะมีความรู้เรื่องของเงินทองเหมือนกัน"

ดังนั้นงานนี้ นนร.เลยได้รับเชิญมาโดยที่ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแข่งขันเท่าไหร่

 

กิจกรรมที่จัดก็มีเป็นการฟังอบรม บรรยายความรู้เกี่ยวกับ "อนุพันธ์" เป็นหลัก

อบรม 2 วันแล้วก็ทำการแข่งขันซื้อขายอนุพันธ์ผ่านเกมจำลองออนไลน์

โดยจะคัด 24 ทีม จากทั้งหมด 75 ทีม จากทุกสถาบัน

 

งานนี้แต่ละสถาบันก็คัดเอาแต่นักศึกษาระดับหัวกระทิมาเพื่อกวาดรางวัลกลับไป

แน่นอน..ยกเว้น รร.จปร. ซึ่งไม่มี คณะเศรษฐศาสตร์ หรือการเงิน อะไรทำนองนี้

ที่เลือกๆมาก็ เป็นพวกที่เคยเล่นหุ้นมาบ้าง

 

แต่แล้วสุดท้ายทีมของจปร.เรา ห็รอดเข้าสู่ รอบ 24 ทีม ซึ่งเป็นรอบชิงชนะเลิศ

ได้ถึง 2 ทีม และก็แน่นอนอีกแหละ 1 ใน 2 ทีมที่เข้านั้น ก็มีทีมของผมด้วย (อิอิ)

อันนี้ต้องยกความดีให้กับ "จุ้ม" เพื่อนร่วมทีมที่ตัดสินใจซื้อขายได้รวดเร็ว

 

แต่สุดท้ายรอบชิง..พวกผมก็ทำได้แค่ ที่ 12 แต่ก็..นะ

จากทีมที่ม่มีใครคาดคิดว่าจะสามารถเข้ารอบได้ด้วยซ้ำ

กลับมาได้ไกลขนาดนี้..เล่นเอาหลายคนที่เป็นตัวเกร็งอึ้งไปเลย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกพี่ๆ ที่เค้าเรียน ป.โท ทฤษฎีแน่นเปรี๊ยะ..ดันตกรอบ

แต่ก็..ดีใจนะคับ ที่ไปงานนี้พวกผมเรียกได้ว่าไปสร้างชื่อเสียงให้กับรร.จปร.

ใครๆ ก็ต่างชื่นชม นนร.ที่สามารถแสดงออกได้อย่างเหมาะสม อันนี้เป็นปลื้มคร้าบบ

 

หลังจากการแข่งขันก็ไปเที่ยวดอยสุเทพกัน และปิดท้ายด้วยสวนสัตว์เชียงใหม่

ได้ไปขอพรพระธาตุ อันนี้ไม่ต้องสงสัยครับ ช่วงนี้ขออยูเรื่องเดียวแหละคับ

ขอให้ได้ลง กทม. (อิอิ) จะมาโทษกันไม่ได้นะครับ..เรื่องนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

ตอนเที่ยงไปกินข้าวที่ กาแล เป็นร้านอาหารที่บรรยากาศสวยงามมากๆ

เป็นฉากนึงของเรื่องเพื่อนสนิทด้วยครับ

หลังจากนั้น ตอนบ่ายได้ไปดูหมี...น้องช่วง ช่วง กะ น้องหลินฮุ่ย

น่ารักโคตรๆ ตัวอะไรมันน่ารักขนาดนี้เนี่ย...

แอบใฝ่ฝันเอาว่า ตอนแก่ๆ ซื้อมาเลี้ยงที่บ้านซักคู่นึงคงมีความสุขมากๆ

 

 

 

 

 

 
Foto 1 von 14